"หลักชัย"ทิ้งเก้าอี้นายกยาง

     
         หลักชัย กิตติพล" ทิ้งเก้าอี้นายกสมาคมยางพาราไทย หลังรับตำแหน่งมา 6 ปีแล้ว อ้างอยากเปลี่ยนคนอื่นมาทำแทนบ้าง ยันไม่เกี่ยวกับพิษเงินเซส  ขณะที่คนวงในแฉเบื้องหลังสมาชิกกดดัน จี้สมาคมเร่งรัฐให้จัดคืนเงินเซส ขณะที่มติครม. (26 เมษายน 2554) เพิ่งส่งให้กฤษฎีกาตีความใหม่ คาดว่าจะต้องใช้เวลา 3-5 เดือน
      แหล่งข่าวจากสมาคมยางพาราไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคม ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเจ.บี. หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 นายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมกลางที่ประชุม ระหว่างที่สมาชิกได้มีการสอบถามความคืบหน้าการขอคืนเงินสงเคราะห์ยาง (เงินเซส) จากรัฐบาลที่ต้องคืนให้กับผู้ส่งออก
     อย่างไรก็ดีนายหลักชัย กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงเหตุผลการลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมยางพาราไทยว่าอยากปรับเปลี่ยนให้คนอื่นมาทำแทนบ้างเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้มานานถึง 6 ปีแล้ว ไม่เกี่ยวกับการคืนเงินเซสแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมานับตั้งแต่รับตำแหน่งเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันราคายางพาราสูงขึ้นมาโดยตลอด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ควรจะให้โอกาสคนอื่นบ้าง และในช่วงนี้ธุรกิจของกลุ่มไทยฮั้วยางพารา ซึ่งผมบริหารอยู่มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ
     แหล่งข่าวกล่าวว่าปัญหาเรื่องเงินเซส กระทั่งนายกสมาคมยางพาราไทยต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งกลางที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2553 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 สิงหาคม 2553 มีมติให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จัดเก็บเงินเซส 5 ระดับ คือ
     1.ราคายางไม่เกินกก.ละ 40 บาท เก็บเงินเซสที่กิโลกรัมละ 90 สตางค์
     2.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 40 บาทแต่ไม่เกิน 60 บาท เก็บเงินเซสกิโลกรัมละ1.40 บาท
     3.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 60 บาท แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ 80 บาท เก็บเงินเซส กิโลกรัมละ 2 บาท
     4.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 80 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท เก็บเงินเซสกิโลกรัมละ 3 บาท
     5.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 100 บาท เก็บเงินเซสกิโลกรัมละ 5 บาท จากเดิมเก็บอัตราเดียวกิโลกรัมละ 1.40 บาท
     มติครม.วันดังกล่าวระบุด้วยว่าผู้ส่งออกที่มีสัญญาซื้อขายก่อนวันที่ 4 มิถุนายน 2554 และสต๊อกที่ตรวจนับได้ช่วงวันที่ 20-30 กันยายน 2554  แต่ส่งสินค้าออกหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่เงินชดเชยมีผลบังคับใช้ สามารถรับเงินชดเชยได้ภายหลัง อย่างไรก็ดีกระทั่งถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถคืนเงินชดเชยเงินเซสให้กับผู้ส่งออกยางได้ โดยสัญญาซื้อขายยางมีประมาณ 800,000 ตัน คิดเป็นเงินเซสที่ต้องชดเชย 3,000 ล้านบาท และสต๊อกยางประมาณ 300,000 ตัน คิดเป็นเงินเซสที่ต้องชดเชย 1,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากเกิดการสร้างสัญญาเทียมและสต๊อกเทียมเพื่อหวังรับเงินชดเชยเงินเซสกันขึ้นมาอีก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นพ้องให้ชดเชยเฉพาะส่วนสต๊อกที่ตรวจนับได้ 300,000 ตันหรือเงินเซสที่ต้องชดเชย 1,000 ล้านบาท
      ล่าสุดมติครม.วันที่ 26 เมษายน 2554 ที่ประชุมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับหลักการดังกล่าวไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการทบทวนการกำหนดอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ให้ถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจนอีกครั้ง
     "การยืดเยื้อคืนเงินเซส ซึ่งผู้ส่งออกยางต่างได้รับความเดือดร้อนและกดดันให้นายกสมาคมทวงสัญญากับรัฐบาลให้เร่งคืนโดยเร็ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้า น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่กดดันให้นายหลักชัยในฐานะนายกสมาคมลาออกจากตำแหน่ง ประกอบกับบริษัทส่งออกยางพาราที่ทำสัญญาเทียมขึ้นมานั้นมีการกล่าวขานกันในแวดวงยางพาราว่าเป็นกลุ่มบริษัทไทยฮั้วยางพาราฯ ของนายหลักชัย
     
   

ที่มา..หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 1-4  พฤษภาคม พ.ศ. 2554